Inside

ส่งความสุข ปี 2010

posted on 01 Jan 2010 10:16 by ogreking  in Inside
พี่มนตรีและพี่เอ

ฝาก ส.ค.ส (ทำมือ)


เอามามอบให้แฟนๆโอเกอร์คิงและสมาชิกเว็บ OKC ทุกคน

เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ครับ

สวยมากคร้าบ





อันแรกเป็นของพี่มนตรี คุ้มเรือน ครับ


M card 2010.jpg

 



อันที่สองเป็นของ พี่เอ อรุณทิวา ครับ


A-card-2010.jpg

 







สุโค่ย!!! ขอให้พี่ๆทั้งสองคนมีความสุขมากๆ และโอเกอร์คิงขายดี + โกอินเตอร์นะคร้าบ

 

 Ogre king Diary #2

 การออกแบบในส่วนของเนื้อเรื่องและงานภาพของ Ogre King ในช่วงแรกนั้น  มีความยากลำบากพอสมควร ก่อนที่จะเริ่มต้นเขียนสตอรี่บอร์ด ผมกับพี่มนตรีนั่งคุยเรื่องนี้อยู่หลายครั้ง ครั้งละหลายชั่วโมง ถึงการวางคาแร็คเตอร์และคอนเซ็ปโดยรวมที่พวกเราต้องการนำเสนอออกมา ลายเส้นจะจริงจังมากแค่ไหน เส้นหนัก เส้นเบา จะเน้นเอาใจผู้ใหญ่ วัยรุ่นหรือว่าเด็ก ผู้อ่านประเภทไหนที่จะชอบการ์ตูนแนวนี้ และอีกต่างๆนานา แต่เรื่องที่ยากที่สุดกลับกลายเป็นคำถามที่ว่า ยักษ์ ในเรื่องนี้จะมีหน้าตาเป็นยังไง?


 ผมและพี่มนตรีกลับไปทบทวนเรื่องยักษ์กันเป็นการใหญ่ นั่งดูรูปภาพยักษ์  ลองวาดออกมาดูในรูปแบบต่างๆแล้วก็กลับไปนั่งดูรูปยักษ์อีก ทำอย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมา จนบางคืนยักษ์มาเข้าฝันผมก็มี พอเริ่มตันคิดอะไรไม่ออก ก็จะบอกกับตัวเองว่า เอาน่ะ เดี๋ยวพี่มนตรีก็คิดออกเอง...


 แล้วก็คิดไม่ผิด พี่มนตรีปรากฏตัวอีกครั้งพร้อมด้วยภาพร่างยักษ์หลายแบบ ซึ่งพี่เขาก็ออกตัวไว้ก่อนว่า “ไม่ค่อยถนัดแนวนี้และการออกแบบยักษ์ก็ยากกว่าที่คิดเอาไว้” ตอนแรกพวกเราคิดอยู่ว่าจะใส่ความเป็นไทยเข้าไปในตัวยักษ์ให้มากๆ จะได้ดูเป็นของไทย เป็นเอกลักษณ์และไม่ซ้ำกับยักษ์ชาติอื่นๆ แต่ผมก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ถ้าการ์ตูนเรื่องนี้มีความเป็นไทยมากเกินไป คงดูไม่ค่อยดี อาจจะรู้สึกเหมือนถูกยัดเยียด และท้ายที่สุดคนอ่านจะพลอยรู้สึกเลี่ยนไปด้วย


 ในระหว่างที่ผมกำลังอยู่ในสุญญากาศทางความคิด พี่มนตรีก็เสนอไอเดียเทพขึ้นมาว่า “ถ้างั้นจะลองออกแบบให้เป็นยักษ์ของเรื่อง Ogre King ก็แล้วกัน” ผมได้ยินประโยคนี้แล้วรู้สึกชอบขึ้นมาทันที “ยักษ์ของ Ogre King” พี่มนตรีคิดได้ไง...

  ตอนแรกที่วางคอนเซ็ปการ์ตูนเรื่องนี้ เราอยากให้คนอ่านรู้สึกถึงความเป็นไทย จนลืมไปว่าการ์ตูนไทยก็คือการ์ตูน ไม่มีอะไรเกินกว่านั้น เราอยากให้คนอ่านสนุกไปกับการดำเนินเรื่องและรักตัวละครมากกว่านิยมชมชอบกับความเป็นไทยที่เราสอดแทรกเข้าไป ดังนั้นคำว่ายักษ์ของ Ogre King จึงช่วยให้พวกเราคิดอะไรออกได้อีกหลายอย่าง อย่างน้อยก็ไม่ต้องเอาความคิดทั้งหมดมาผูกติดอยู่กับคำว่าความเป็นไทยอีกต่อไป ซึ่งทุกคนคงจะได้เห็นกันหมดแล้วใช่มั้ยครับ...

 

 

   อรุณทิวา    
    ตรุษจีน 2009   

 

 

 

 

 
                                                                                   

Smiley HOT TOPIC! Smiley

 

Story talk#1 "กำลังวิ่งไปข้างหน้าไม่มีหยุด" 

 

ช่วงเวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่เหนื่อย รู้สึกอ่อนล้า

แต่มีความสุขที่สุด

ผมกำลังไล่ตามความฝัน

พร้อมกับเพื่อนร่วมงานและพี่ชายคนหนึ่ง

ไม่รู้จะไปถึงรึเปล่า

ภายในใจส่งเสียงตะโกนดังลั่นว่า จะต้องไปให้ถึง

ยังไงก็ไปให้ถึง

บางครั้งรู้สึกเหมือนกำลังรอคอยบางสิ่งที่มีชื่อว่า โอกาส

โอกาส ต้องแลกด้วยคำว่า ความตั้งใจจริง

ผมกำลังจะก้าวไปยังจุดนั้น

วิ่งเข้าหามัน

ไม่กลัว

การที่จะทำให้คนอื่นๆมองเห็นคุณค่านั้น

ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ

มันต้องใช้เวลา และการลงมือทำ

ผมกำลังวิ่งไปข้างหน้า

วิ่งต่อไปเรื่อยๆ...

 

Aruntiwa

20 feb 2009

 

 

 

 

 

 

 

 

Smiley HOT POST Smiley

 

 

Ogre King Diary #1


    "เราจะเขียนการ์ตูนแบบไหนดีพี่?" คือประโยคสั้นๆที่ผมถามนักเขียนการ์ตูนรุ่นพี่ที่ผมรู้จักคนหนึ่ง หลังจากที่เราตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่าจะสร้างผลงานการ์ตูนร่วมกัน ( อีกครั้ง )

    ช่วงปีสองปีมานี้ผมได้แต่งเนื้อเรื่องการ์ตูนไว้มากมาย ทั้งที่คิดว่าจะเขียนเองและให้คนอื่นเขียน แต่ด้วยเหตุผลหลายอย่าง มันจึงเป็นการยากที่ผมจะนำเนื้อเรื่องเหล่านั้นมานำเสนอและสร้างเป็นผลงานได้ จนกระทั่งในวันนี้ หนึ่งในโครงเรื่องการ์ตูนที่ผมเคยแต่งเอาไว้ ก็ได้ถูกนำมารังสรรค์ด้วยฝีมือของนักเขียนการ์ตูนไทยที่ผมนับถือมาโดยตลอด เขาคนนั้นคือผู้ชายที่ชื่อ มนตรี คุ้มเรือน

    ร้านแม็คโดนัล ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว กลายเป็นออฟฟิศเล็กๆของผมกับพี่มนตรีทันทีที่เราตกลงทำงานร่วมกัน เวลานั้นเราสองคนเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง(อย่างน้อยผมก็รู้สึกอย่างนั้น) ภายในหัวของพวกเรามันเต็มไปด้วยจินตนาการ ความฝัน และความหวัง เป็นอีกครั้งที่ไฟในการทำงานมันลุกโชน หลังจากที่ติดๆดับๆมาหลายปี ผมรู้สึกได้ถึงแววตากระตือรือล้นที่ปรากฎอยู่บนใบหน้าพี่มนตรี

    "ไม่ได้เขียนการ์ตูนแล้วรู้สึกสนุกแบบนี้มานานแล้ว" คือประโยคที่พี่มนตรีบอกกับผมหลังจากที่เริ่มเขียน Ogre King ไปได้ระยะหนึ่ง ผมเชื่อว่าพี่มนตรีไม่ได้โกหก เพราะงานออกแบบมากมายที่พี่เขาเอาให้ผมดูนั้น มันแสดงถึงความตั้งใจในรายละเอียดจริงๆ จนบางครั้งผมเห็นภาพร่างแล้ว ยังต้องถามกลับเลยว่า "เวลาเขียนจริงพี่จะเหนื่อยมั้ยครับ?" พี่มนตรีได้แต่ยิ้มตอบ

    แต่ยังไงก็ตาม ทั้งหมดก็ยังเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ผมและพี่มนตรีต่างรู้ดีว่าการยืนหยัดให้ได้ในวงการการ์ตูนบ้านเรานั้น ต้องใช้แรงกายและแรงใจมากเพียงใด ไม่ใช่แค่เขียนภาพสวย หรือว่าเนื้อเรื่องดี แล้วจะดัง มันไม่ง่ายอย่างนั้น แต่การเขียนการ์ตูนเอาใจตลาด หรือเขียนตามกระแส ก็ไม่ใช่แนวทางที่พวกเราอยากทำอยู่ดี แล้วอะไรล่ะ ที่จะทำให้การ์ตูนของเราประสบความสำเร็จ
 
    บางทีคำว่าความสำเร็จอาจจะเป็นโจทย์ที่ยากเกินไปสำหรับตอนนี้ งั้นเปลี่ยนเป็น "เขียนการ์ตูนที่เราชอบและสนุกก็แล้วกัน" โจทย์นี้ฟังดูง่ายขึ้น และทำให้นึกย้อนกลับไปถึงความรู้สึกแรกที่เราได้จับปากกาจีเพ็นเขียนการ์ตูน "ความสนุกในการเขียนการ์ตูนมันหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ" ผมและพี่มนตรีจึงเห็นพ้องต้องกันว่า ถึงเวลาที่เราจะต้องนำความรู้สึกแบบนั้นกลับมาอีกครั้งแล้วและนั่นก็เป็นจุดกำเนิดของการ์ตูนไทยเรื่อง Ogre King ที่ท่านถืออยู่เล่มนี้ครับ...

 
 
 
อรุณทิวา
Christmas 2008

    
                                              
                                        


Smiley Hot Link

Ogre King รวมเล่ม 1 วางแผงแล้วทั่วประเทศ

The Art of Ogre โดย มนตรี คุ้มเรือน

The Art of Ogre ตอนที่ 2 โดย มนตรี คุ้มเรือน

Oger Story ตำนานยักษ์

เรื่องย่อ Ogre King ตอนที่ 4 - 6

Ogre King Diary#1 เขียนการ์ตูนที่เราชอบและสนุก

Ogre King Preview Vol.1





No.1 เรื่องย่อ Ogre King ตอนที่ 4-6

posted on 19 Jan 2009 17:54 by ogreking  in Inside
    ...สวัสดีครับ วันนี้กระผมนาย Kiryu นำเรื่องราวและข้อมูลเบื้องหลังของ ogre king มา Update ให้ผู้อ่านได้ชมกันเพียบเลยครับ และนี่คือ 1 ข้อมูลเบื้องหลังชิ้นสำคัญที่ผมเค้นมาจากเอ ผู้แต่งเรื่องนี้ครับ โดยจะเป็นโครงเรื่องย่อก่อนที่จะนำมาเขียนเป็นสตอรี่บอร์ด ซึ่งเอก็เล่าให้ฟังว่าก่อนเขียนบอร์ดในแต่ละครั้ง จะต้องเขียนโครงเรื่องไว้ล่วงหน้าก่อนอย่างน้อย 4-5 ตอน การเขียนโครงเรื่องแบบนี้จะทำให้ตอนเขียนสตอรี่บอร์ดทำได้ง่ายขึ้น โดยที่ไม่ต้องเขียนไปคิดไป ( เพราะคิดเนื้อเรื่องมาล่วงหน้าแล้วว่างั้นเถอะ) แต่ถ้าคนที่เคยอ่านฉบับการ์ตูนฉบับจริงมาแล้วก็จะพบว่ามีเนื้อหาอยู่หลายจุดที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเอก็พยายามหาข้อแก้ตัวกลบเกลื่อนมาว่า "เป็นเพราะจำนวนหน้ามันไม่เอื้ออำนวยครับ" ( เอามือเกาหัว ) ...ครับ! และที่ทุกคนเห็นอยู่นี่ก็คือโครงเรื่องของโอเกอร์คิงตอน 4 ถึงตอน 6 ครับ ซึ่งเนื้อเรื่องทั้งหมดก็จะอยู่ในโอเกอร์คิงฉบับรวมเล่ม 1 ( ซึ่งวางแผงไปแล้ว อย่าลืมหามาอ่านเด้อ ) 
*หมายเหตุ 
สตอรี่บอร์ดหรือบอร์ด คือการวางช่องการ์ตูนและใส่คำพูดของตัวละครแบบคร่าวๆลงในกระดาษ ก่อนนำไปเป็นต้นแบบเพื่อเขียนต้นฉบับจริง ในการวาดการ์ตูนคอมมิคจะต้องทำการเขียนสตอรี่บอร์ดก่อนทุกครั้ง ดังนั้นนี่คือขั้นตอนที่สำคัญมากครับ by Kiryu 
โครงเรื่องขนาดย่อ โอเกอร์คิง อหังการ์ราชันย์ยักษ์ ตอนที่ 4- 6

-    หลังจากที่ชินรู้ว่าพ่อของตนถูกหมอผีชื่อสมิงดำจับตัวไป ชินจึงอยากที่จะออกเดินทางไปช่วยพ่อกลับมา ทว่าแม่ก็ห้ามชินเอาไว้เพราะเป็นห่วงชิน ขณะเดียวกัน สินก็บอกว่าเขาพอจะรู้จักคนที่ชื่อสมิงดำ และเขาสามารถพาชินไปพบคนๆนี้ได้ ชินอ้อนจนแม่ใจอ่อนยอมปล่อยให้ชินไป เพราะแม่รู้ว่าถึงจะห้ามไว้ เดี๋ยวชินก็จะหาทางแอบไปเองอยู่ดี โดยก่อนไปแม่ได้มอบของสิ่งหนึ่งให้กับชิน เป็นต่างหูรูปพญานาคที่มีความสามารถในการควบคุมพลังยักษ์ในตัวชินไม่ให้มีมากจนเกินไป เมื่อชินสวมใส่ ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นใบหน้าของมนุษย์โดยสมบูรณ์ จากนั้นชินก็ออกเดินทางไปกับพวกของสินโดยมีมูมู่ติดตามไปเป็นเพื่อนชินด้วยอีกคน

-    ขึ้นไปบนท้องฟ้าเหนือก้อนเมฆ สัตว์ประหลาดรูปร่างเหมือนปลาขนาดมหึมากำลังลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ ซึ่งแท้จริงแล้วมันเปรียบเหมือนพาหนะลำเลียงขนาดยักษ์ที่มีชีวิต มันอ้าปากของมันขึ้น จากนั้นยักษ์ทหารชั้นต่ำเกือบ 20 ตนก็กระโดดออกจากปากของมัน ลงสู่พื้นดินด้านล่างเสียงดังสนั่นหวั่นไหว หนึ่งในนั้นเป็นยักษ์ชั้นสูงผู้มีอาวุธเป็นขวานขนาดใหญ่และเป็นหัวหน้าของยักษ์ทหารทั้งหมด มันชื่อ รามสูร…

-    ณ. บ้านท่าพัน ซึ่งเป็นเมืองท่าขนาดเล็ก มีท่าเรือและมีเรือใหญ่เรือเล็กจอดเทียบท่าอยู่หลายสิบลำ ภายในเมืองมีร้านค้าและตลาดตั้งอยู่ ผู้คนส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าและชาวบ้าน และนักเดินทางที่แวะพักเพื่อซื้อสเบียงและสินค้าก่อนที่จะออกเดินทางไปต่อที่อื่น

-    ปิกัสโซ่หนุ่มน้อยสวมแว่นชาวต่างชาติ ก้าวขึ้นมาจากเรือที่จอดเทียบท่าอยู่ริมแม่น้ำปิง เขาลงเรือมาอย่างผ่าเผย และค่อนข้างมั่นใจ แต่กลับสะดุดเข้ากับข้าวของระเกะระกะที่วางอยู่ที่พื้นจนกลิ้งโค่โล่ไม่เป็นท่า เขาเก็บสมุดบันทึกที่ทำหล่นและลุกขึ้นปัดฝุ่นที่กางเกง อีกมือก็ขยับแว่นตาให้เข้าที่อย่างเขินอาย ท่าทางเปิ่นๆที่ตรงข้ามกับหน้าตาดูสะอาดสะอ้านน่ารักของเขา ทำเอาเด็กสาวที่ผ่านมาแถวนั้นต้องแอบหัวเราะ

-    ปิกัสโซ่ เดินเข้าไปในหมู่บ้าน ก็เห็นผู้คนเดินกันขวั่กไขว่เขารู้สึกตื่นเต้นกับภาพที่เห็น ถึงแม้ที่นี่จะเป็นเพียงเมืองท่าขนาดเล็กก็ตาม เขาเดินตรงไปยังใจกลางเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมสำหรับนักเดินทาง และผ่านร้านขายยาแผนโบราณร้านหนึ่ง ภายในร้านมีชายหนุ่มกับหญิงสาวกำลังซื้อยากับหมอยาชาวจีนอยู่

-    เมขลา หญิงสาวชาวมอญ กับเมียะบายิน เพื่อนชายจากหมู่บ้านเดียวกันกำลังขอซื้อยาจากหมอจีน แต่ทั้งสองมีเงินไม่เพียงพอกับค่ายา เมขลาจึงคิดที่จะเอา แก้วเจ็ดสี สมบัติล้ำค่าของตนที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษแลกเป็นค่ายา แต่เมียะบายินห้ามเอาไว้ เพราะเห็นว่าสิ่งนี้มีค่ามากและเป็นของที่สืบทอดต่อกันมาช้านาน เมขลาจนใจและคิดหาทางอื่น แต่แล้วมะกะโท น้องชายวัยสิบขวบที่ตามเธอมาด้วยก็หายไปจากร้าน เมขลาและเมียะบายิน จึงต้องออกตามหาเป็นการใหญ่

-    บ่อนพนัน ในตัวเมือง ภายในบ่อนเต็มไปด้วยเหล่าบรรดาชายฉกรรย์มากหน้าหลายตาที่กำลังคร่ำเคร่งกับการแทงพนันอย่างไม่ลืมหูลืมตา ปิกัสโซ่เดินผ่านมาหน้าบ่อนพอดีและได้ยินเสียงเฮดังลั่นมาจากด้านใน เขาจึงลองเดินเข้าไปดู ก็เห็นโต๊ะกำถั่วมีคนมุงดูมากมาย ที่นั่นเจ้ามือกำลังหน้าเครียด ฝั่งตรงข้ามคือมะกะโท ที่แทงชนะมาสิบตาติดต่อกัน จนมีเงินกองอยู่ข้างหน้ามากมาย ปิกัสโซ่สงสัยว่าทำไมถึงมีเด็กเข้ามาเล่นได้ คนข้างๆได้ยินจึงตอบว่า “ขอแค่มีเงิน จะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็เข้าได้ทั้งนั้น”

-    มะกะโทอยากเลิก เพราะตนแค่คิดหาเงินไปซื้อยาให้พ่อเท่านั้น แต่เจ้ามือไม่ยอมให้เลิกเพราะเสียไปเยอะ มะกะโทเห็นปิกัสโซ่พอดี จึงตู่ไปว่าพี่ชายมาตามแล้ว และรีบจูงมือปิกัสโซ่เดินออกมาจากบ่อนโดยเร็ว

-    กลับมาที่พวกของชินอีกครั้ง พวกเขาเดินทางมาเข้ามาในบ้านท่าพัน รองหัวหน้าบอกกับทุกคนคงต้องแวะที่เมืองนี้ก่อนเพื่อซ่อมดาบที่ชินทำร้าว ชินเกิดความรู้สึกผิดนิดๆ แต่ก็ตื่นตากับโลกใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อนจนลืมเรื่องอื่นไปเลย ระหว่างที่ทุกคนออกมาจากร้านซ่อมอาวุธ ( ช่างตีดาบบอกว่าต้องใช้เวลา 3 วันถึงจะซ่อมดาบเสร็จ ) ก็สวนทางกับปิกัสโซ่และมะกะโทที่กำลังวิ่งไปทางประตูเมือง ปิกัสโซ่ทำสมุดบันทึกหล่นโดยไม่รู้ตัว และชินก็เผอิญเห็นเข้าพอดี

-    มะกะโทกับปิกัสโซ่วิ่งออกไปนอกเมือง และนั่งพักเหนื่อยที่ใต้ต้นไม้ ระหว่างนั้นมะกะโทก็เล่าให้ปิกัสโซ่ฟังว่าตนกับพี่สาวและชาวมอญจากหมู่บ้านรามัญได้หนีพวกกองทหารของพระเจ้าอลองพญาที่มารุกรานเข้ามาในอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา แต่พ่อของตนซึ่งเป็นหัวหน้าหมู่บ้านเกิดป่วยด้วยโรคไข้ป่าเสียก่อน ดังนั้นตนกับพี่สาวจึงเข้ามาในเมืองนี้เพื่อซื้อยา แต่ตนรู้ว่าไม่มีเงินพอ  และได้ยินคนในเมืองพูดกันว่าถ้าอยากได้เงินต้องเข้าไปในบ่อน ตนจึงลองเข้าไปดู ปิกัสโซ่นั่งฟังอย่างตั้งใจ และรู้สึกสนใจเมื่อรู้ว่ามะกะโทเป็นคนมอญอีกชนชาติหนึ่งที่เขาไม่เคยพบมาก่อน จึงคิดที่จะจดบันทึกลงสมุด แต่ทว่ามันหายไปแล้ว เขารู้สึกใจหายเมื่อรู้ว่าทำสมุดบันทึกหล่นที่ไหนก็ไม่รู้

-    ขณะที่ปิกัสโซ่กำลังเครียดที่สมุดบันทึกหายอยู่นั้น รามสูรและยักษ์ทหารสามคนก็โผล่มาด้านหน้าทั้งสองคน มะกะโทหน้าซีดและรีบบอกปิกัสโซ่ว่ายักษ์พวกนี้คือทหารของพระเจ้าอลองพญาที่ทำลายหมู่บ้านรามัญของตนจนยับเยิน

-    ทันใดนั้นเองรามสูรก็เขวี้ยงขวานเล่มใหญ่พุ่งเข้าใส่ปิกัสโซ่และมะกะโทอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้งคู่ตกใจ ปิกัสโซ่พยามยามพามะกะโทวิ่งหนี แต่ขวานก็ยังพุ่ง( หมุน ) ตามทั้งสองคนไปจนใกล้จะถึงตัวแล้ว ชินก็กระโดดเข้ามาจับขวานเอาไว้ได้ทันพอดี และหันไปทางปิกัสโซ่ ยื่นสมุดบันทึกให้และบอกว่า เอาของมาคืน

-    ปิกัสโซ่ดูงงๆทำอะไรไม่ถูก เขาขอบคุณ แล้วก็นึกถึงการแนะนำตัว เขาจึงยื่นมือไปข้างหน้าและบอกชื่อของตนกับชิน ชินก็ยื่นมือมาจับและบอกชื่อของตนเช่นกัน รามสูรเห็นเข้าก็หัวเราะ แล้วบอกว่าดีแล้วที่รู้จักกันไว้ อย่างน้อยตายไปก็จะได้ไม่เหงา และยิ้มอย่างเย้ยหยันก่อนบอกว่าตนชื่อรามสูร…

-    รามสูรถามว่าพี่สาวของมะกะโทอยู่ไหน มะกะโทไม่ยอมบอก และบอกว่าไม่มีวันมอบแก้วเจ็ดสีให้กับพระเจ้าอลองพญาเด็ดขาด

-    ชินบอกให้ปิกัสโซ่กับมะกะโทหนีไป ส่วนตนจะขวางพวกยักษ์เอาไว้ให้เอง  ปิกัสโซ่ตกใจเลยถามว่าชินจะไปสู้กับยักษ์ได้ยังไง ชินก็บอกว่าไม่ต้องห่วง เพราะตนเคยสู้มาแล้ว จากนั้นปิกัสโซ่ก็พามะกะโทวิ่งหนีไปอีกทาง แต่ปิกัสโซ่ก็ยังอดกังขาในความมั่นใจของชินไม่ได้ รามสูรสั่งให้ทหารยักษ์สามตนไล่ตามสองคนนั้นไปส่วนตนขอจัดการกับชินเอง

-    รามสูรพุ่งเข้าจู่โจมชิน แต่ชินรับมือไว้ได้ รามสูรแปลกใจเล็กน้อย เพราะคิดว่าชินน่าจะตายตั้งแต่การจู่โจมครั้งแรกแล้ว “อย่าบอกนะว่าเจ้าเป็นยักษ์?”

-    “ใครบอก…ข้าเป็นมนุษย์!” ชินยิ้มตอบอย่างไม่กริ่งเกรง “แม่สอนว่าคนที่รังแกคนที่อ่อนแอกว่าเป็นคนไม่ดี” รามสูรได้ยินแล้วหัวเราะลั่น “นั่นมันแค่คุณธรรม แต่สัจธรรมก็คือ บนโลกใบนี้ ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็ก จำเอาไว้เจ้าหนู”

-    ระหว่างทางหนี ปิกัสโซ่ถามถึงแก้วเจ็ดสี มะกะโทเลยเล่าว่า แก้วเจ็ดสี คือของวิเศษที่มีพลังอำนาจในการทำนายอนาคต...

 


 

Smiley Hot Link

Ogre King รวมเล่ม 1 วางแผงแล้วทั่วประเทศ

The Art of Ogre โดย มนตรี คุ้มเรือน

The Art of Ogre ตอนที่ 2 โดย มนตรี คุ้มเรือน

Oger Story ตำนานยักษ์

เรื่องย่อ Ogre King ตอนที่ 4 - 6

Ogre King Diary#1 เขียนการ์ตูนที่เราชอบและสนุก

Ogre King Preview Vol.1